Home



ขอขอบคุณสื่อต่างๆที่สนับสนุนเรือหางแมงป่อง และขอบคุณที่มาเยือน 





แทมลอยด์



เมืองแม่น้ำในหุบเขา


Trip Magazine


เสด็จประพาสต้น โดยเรือหางแมงป่อง


นิตยสาร เ
วียงพิงค์เชียงใหม่



นิตยสาร อ ส ท








พลเมืองเหนือ


นิตยสาร เนชั่น สุดสัปดาห์

 

นิตยสาร สกุลไทย 

พ่อค้าเรือหางแมลงป่อง


 

ขี่แมงป่อง...ล่องแม่น้ำปิง

ชวนไปขี่แมงป่อง..ล่องแม่น้ำปิง ชีวิตเรียบง่าย มุมสงบเย็น..ที่เชียงใหม่

หลายสัปดาห์ที่ผ่านมาพาขึ้นดอยลูกแล้วลูกเล่า มีทั้งวิ่งไล่จับหมอก เคล้าเคลียดอกนางพญาเสือโคร่ง จนนักเดินทางหลายคนรวมทั้ง..ทีมข่าวเห็ดลม..เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไปตามๆ กัน

สัปดาห์นี้ถือโอกาสพาไป..ขี่แมงป่อง ล่องแม่น้ำปิง ดูบ้างดีกว่า

เราเริ่มเดินทางด้วยการลงเรือที่ท่าเรือหางแมงป่อง หน้าวัดศรีโขง ฝั่งตรงข้ามเทศบาลนครเชียงใหม่ ถนนเจริญราษฎร์ ตำบลวัดเกต อ.เมืองเชียงใหม่

ลักษณะตัวเรือคล้ายแมงป่องชูหางขึ้นสู่ฟ้าใสกระจ่างตา แต่มีหลังคาคุม นั่งได้ประมาณ 30-50 คน พี่ส่งศรี วงษ์เวช เจ้าของกิจการเดินเรือเล่าว่า เน้นความปลอดภัย บริเวณหัวและท้ายเรือเป็นสูญญากาศ แม้เรือจะล่มก็ไม่จม...

ทริปนี้เราได้ไกด์กิตติมศักดิ์มืออาชีพ วิสูตร บัวชุม ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงใหม่ นำทีมล่องลอยนาวา..ด้วยความสนุกสนาน

สายลมเย็นในช่วงพลบค่ำบนเรือหางแมงป่อง ช่วยทำให้การท่องเที่ยวทางเรือรื่นรมย์มิใช่น้อย

การเดินเรือของเราในวันนี้ เป็นการล่องลงใต้ผ่านคุ้มเจดีย์กิ่ว หรือ คุ้มพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 คุ้มเจ้าแก้วนวรัฐ ซึ่งปัจจุบันคือสถานกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกาประจำจังหวัดเชียงใหม่ วัดเกตการาม ขัวแตะ หรือสะพานจันทร์สม ที่อยู่ระหว่างรื้อถอนและสร้างใหม่ ลอดใต้สะพานนวรัฐสีขาวนวลตา ซึ่งด้านบนรถราวิ่งกันขวักไขว่ รับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนในยามที่ยานยนต์วิ่งสวนกันไปมา

เราผ่านตลาดต้นลำใย ที่ทำการไปรษณีย์และโบสถ์คริต์สแห่งแรกของเชียงใหม่ มองเห็นโรงแรมศรีประกาศ ภัตตาคารจีนแห่งแรกของเมืองเหนือ สะพานเหล็ก วัดชัยมงคล ค่ายกาวิละ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 หรือกรมป่าไม้แห่งแรกของเชียงใหม่ ถึงฝายพญาคำ พบเจอต้นก้ามปู หรือฉำฉา ต้นใหญ่อายุไม่ต่ำกว่า 200 ปี ก่อนวกกลับขึ้นเหนือไปตามเส้นทางเดิม

 

 

 

 

 

 

 

 

ในระหว่างล่องเรือเกิดความรู้สึกที่แตกต่าง..เพราะสัมผัสได้ถึงความผ่อนคลายจากการเดินทางเรียบง่าย ไม่ต้องเร่งรีบเช่นทุกวัน สายตาที่มองภาพวัดวาอาราม อาคารบ้านเรือน และสถานที่ต่างๆ ที่ทอดเงาลงสู่ท้องน้ำ นุ่มนวลและสะท้อนมุมมองของชีวิต..

ทุกวันนี้ เราต่าง..รีบร้อน เร่งรัด รวดเร็ว เพื่อมุ่งไปข้างหน้า จนลืมไปว่า..เชียงใหม่ ยังมีมุมสวยงาม สงบเย็นให้พบเห็นตลอด 1 ชั่วโมง 30 นาที ที่ลอยล่องอยู่กับสายน้ำที่ไหลริน

บนเรือเราได้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวในอดีต วิถีชีวิตของคนกับน้ำ ภูมิปัญญาชาวล้านนา แต่เรือหางแมงป่องลำนี้ไม่มีบริการของกินเล่น ด้วยเหตุผลอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไม่ทำลายทรัพยากรทางธรรมชาติ เพราะเมื่อมีของกินก็ต้องมีห้องน้ำและขยะตามมา

เจ้าของเรือจึงใช้วิธีจอดให้นักท่องเที่ยวพักรับประทานของว่าง..ข้าวเหนียวมะม่วงและน้ำผลไม้ ตามฤดูกาล ที่บ้านดินเรือหางแมงป่อง ซึ่งตั้งอยู่เลยท่าเรือขึ้นไปทางเหนือเล็กน้อย

ผอ.ททท.สำนักงานเชียงใหม่ บอกว่า เส้นทางท่องเที่ยวทางน้ำ ถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจของนักท่องเที่ยว เพราะทัศนียภาพตลอดสองฝั่งแม่น้ำปิงสวยงามมาก ที่ผ่านมาการท่องเที่ยวทางเรือเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศเท่านั้น แต่อยากให้นักท่องเที่ยวชาวไทยหันมาล่องเรือกันบ้าง รับรองว่าจะต้องติดใจ เพราะได้พักผ่อนเบาๆ บนเรือ ไม่ต้องหงุดหงิดกับรถติด

ใครสนใจขี่แมงป่อง..ล่องแม่น้ำปิง ที่เดียวของเชียงใหม่ ซึ่งให้บริการ 5 รอบต่อวัน ตั้งแต่เวลา 09.00 น.เวลา 11.00 น.เวลา 13.00 น.เวลา 15.00 น.และเวลา 17.00 น. ติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 081-9609398 ทุกวัน

จินตนา กิจมี เรื่อง / ขวัญดาว จิตรพนา ภาพ
สำนักข่าวเห็ดลม รายงาน www.hadlomnews.com

 

 

ล่องน้ำปิงกับเรือหางแมงป่อง ย้อยรอยคำโบราณไทยรัฐออนไลน์ วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม 2555

 ทุกวันนี้ อีกหนึ่งโปรแกรมท่องเที่ยวของเมืองเชียงใหม่ ที่เริ่มจะเป็นที่คุ้นหูคุ้นตาของนักท่องเที่ยวกันมากขึ้นแล้ว คือ การล่องเรือหางแมงป่อง ย้อนรอยลำน้ำปิง ไปกับบ้านเรือหางแมงป่อง ที่จะพานักท่องเที่ยวนั่งเรือล่องไปตามแม่ปิง ชมทัศนียภาพที่สวยงามของสองฟากฝั่ง มีพิธีกรบรรยายบนเรือ โชว์ภาพโบราณและเครื่องมือจับสัตว์น้ำตามแบบภูมิปัญญาชาวเมืองเหนือ เป็นที่ถูกอกถูกใจของนักท่องเที่ยวยิ่งนัก

ไทยรัฐออนไลน์ มีโอกาสได้ไปสัมผัสกับประสบการณ์นี้ จึงอดไม่ได้ที่จะนำมาเล่าสู่กันฟัง

เรือหางแมงป่อง

จัดเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์ของเมืองเหนือที่มีเฉพาะที่เชียงใหม่ เป็นเรือโบราณ คู่ลำน้ำปิง สมัยก่อนชาวเวียงเหนือใช้เป็นพาหนะขึ้นล่องติดต่อกับพระนคร ใช้ลูกถ่อ 12-18 คนถ่อ โดยในยุคต้นเรือหางแมงป่อง เป็นเรือที่เจ้านายฝ่ายเหนือใช้ ที่สำคัญ เป็นพาหนะที่นำ พระนางจามเทวี พระธิดาแห่งเมืองละโว้ หรือเมืองลพบุรี พร้อมด้วยข้าบริวารหมู่ใหญ่กว่า 500 เสด็จมาปกครองเมืองหริภุญชัย

 

การเดินทางด้วยเรือหางแมงป่องของคนสมัยก่อน 
             ลักษณะของเรือหางแมงป่อง จะคล้ายกับเรือหางยาว รูปลักษณ์เหมือนกับกาบมะพร้าว มีประทุน ท้ายยกงอนสูง ด้วยความชาญฉลาดของคนโบราณล้านนา ใช้ไม้สักทั้งต้นที่มีขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4-8 เมตร ขนาด 20 คนโอบ มาขุดทำเป็นเรือ เพราะไม้สักเป็นไม้ที่หาง่ายในพื้นที่ภาคเหนือ น้ำหนักเบา และคุณสมบัติพิเศษคือลอยน้ำได้ดีกว่าไม้ชนิดอื่นๆ ไม่บิดไม่งอ สามารถทนแรงกระแทกกับโขดหินได้ดี ดังนั้นจึงเป็นเรือชนิดเดียวที่สามารถล่องในน้ำปิงได้ เพราะลำน้ำปิงจะเต็มไปด้วยเกาะแก่งและหาดทรายมากมาย


                                                                             ภาพสะพานนวรัฐ สมัยก่อน

       โปรแกรมล่องแม่ปิง เริ่มต้นลงเรือที่ท่าศรีโขงหน้าวัดศรีโขง ก่อนจะล่องลงใต้ผ่าน "คุ้มเจดีย์กิ่ว" ที่เคยเป็นคุ้มของ "พระราชชายา เจ้าดารารัศมี" ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว "คุ้มเจ้าแก้วนวรัฐ" เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 9 และองค์สุดท้ายแห่งนครเชียงใหม่ "ตลาดต้นลำใย" "วัดเกตการาม ท่าวัดเกต" ชุมชนชาวเรือหางแมงป่องในอดีต ท่าช้าง บริษัทต่างชาติที่ได้สัมปทานป่าไม้ ที่ทำการไปรษณีย์แห่งแรกของเมืองเชียงใหม่ "สะพานนวรัฐ" โบสถ์คริต์แห่งแรกของเชียงใหม่ ภัสตราคารจีนแห่งแรกของเชียงใหม่ สะพานเหล็ก กรมป่าไม้แห่งแรกของเชียงใหม่ แล้ววกกลับล่องขึ้นเหนือตามเส้นทางเดิม

นอกจากทัศนียภาพอันสวยงามของ สองฟากฝั่งแม่น้ำปิงแล้ว สิ่งที่สร้างความเพลิดเพลินให้กับเราตลอดระยะเวลา 1 ชั่วโมงเศษ คือ ความรู้ในเรื่องคำพื้นเมืองจาก คุณสมัคร วงษ์เวช หรือ "อาจารย์ติ๊งต๊อง" พิธีกร อาทิ ชื่อของแม่น้ำ "ปิง" ซึ่งหมายถึงเชี่ยวกราก, รุนแรง เมืองเชียงใหม่ หรือ "นพบุรีศรีนครปิง" แต่ต่อมาเรียกเพี้ยนกันเป็นนพบุรีศรีนครพิงค์ สาเหตุที่บ้านของคนเมืองเหนือนิยมสร้าง"กาแล" ไว้บนหลังคา เพราะกาแลหมายถึง ความมั่งมีศรีสุข นั่นเอง

พิธีกรบนเรือบรรยายอดีตสภาพสองฝั่งแม่ปิง



เกร็ดความรู้ต่างๆ เช่น กังหันไม้ไผ่ที่ใช้ผันน้ำเข้าไร่นา คนเหนือจะเรียกว่า "ขลุก  ขลุก" มาจากเสียงไม้ไผ่ซึ่งมีอากาศอยู่ภายในช่องกระบอก เมื่อลงน้ำก็จะมีเสียงดังขลุก ขลุก หรือหมวกที่ข้าหลวงหรือเจ้าเมือง นายอำเภอ เจ้าหน้าที่สวมใส่สมัยก่อน เวลาออกตรวจพื้นที่ คนเหนือจะเรียกว่า "หมวกก๋าโล่" หรือหมวกตราโล่ (ตราแผ่นดิน) ก่อนจะเรียกเพี้ยนต่อมาเป็น "หมวกกะโล่" ในปัจจุบัน

ช่วงที่เรือแล่นผ่านที่ทำการไปรษณีย์แห่งแรกของ จ.เชียงใหม่ อายุราว 200 ปี อาจารย์ติ๊งต๊อง ก็ได้เล่าถึงการสื่อสารสมัยก่อน จะใช้นกพิราบเป็นหลัก ซึ่งส่งจดหมายจากเชียงใหม่ไปกรุงเทพฯ  จะใช้เวลา 2 วัน แต่ต่อมานกพิราบมักจะดักยิงเอาไปต้มกินพร้อมจดหมาย ทำให้การสื่อสารต้องเปลี่ยนไปใช้ม้าแทน ซึ่งก็ไปตรงกับของฝรั่งที่ใช้ม้าส่งจดหมายเช่นกัน เรียกว่า "ฮอร์ส เมล์"(Horse Mail) เชื่อว่าเพี้ยนมาเป็น "ฮ็อตเมล์"(hotmail) ในปัจจุบัน โดยที่ ฮอร์ส เมล์ นี้ก็สุดจะรวดเร็ว จดหมายจากเชียงใหม่ไปกรุงเทพฯ ใช้เวลาเพียง 75 วันเท่านั้นเอง

 
จนกระทั่งเริ่มมีโทรเลขเข้ามาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 สมัยนั้นประเทศที่มีเทคโนโลยีโทรเลขทันสมัยที่สุด ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา ที่ต้องการจะนำเข้ามาในประเทศไทย โดยหวังสิ่งตอบแทน คือ อังกฤษต้องการเชียงใหม่เป็นเมืองขึ้น ส่วนฝรั่งเศสอยากได้ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และแหลมมลายูเป็นเมืองขึ้น ด้วยพระปรีชาสามารถและสายพระเนตรอันยาวไกลของ "สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง" ทรงเลือกโทรเลขจากของอเมริกา อังกฤษและฝรั่งเศสต่างเกรงใจพี่เบิ้ม ทำให้เชียงใหม่และ 3 จังหวัดภาคใต้ของไทยรอดพ้นจากการตกเป็นเมืองขึ้นไปได้ในที่สุด

หรือสิ่งของที่นำเข้ามาในสมัยโบราณ แล้วก่อให้เกิดผลเสียในปัจจุบัน 4 อย่าง ได้แก่ ผักตบชวา, ต้นไมยราบยักษ์ ที่นำเข้ามาด้วยจุดประสงค์ใช้ทำฟืนสำหรับอบใบยาสูบ แต่เมื่อใบยาสูบไม่เป็นที่ต้องการของตลาด ทำให้ต้นไมยราบก็หมดประโยชน์ไปด้วยเช่นกัน ชาวบ้านทำลายด้วยการตัดโยนทิ้งแม่น้ำ เมื่อไหลไปเกยที่ไหนก็งอกขึ้นที่นั่นจนแพร่พันธุ์ไปทั่วประเทศ, ต้นยูคาลิปตัส และหอยเชอรี่

 นั่งเรือหางแมงป่อง…ล่องแม่ปิง

 ประเดิมหมายงานต่างจังหวัดหมายแรกของปีนี้ ด้วยหมายเปิดโรงแรมใหม่ที่เชียงใหม่ แต่หมายเปิดโรงแรมไม่ประทับใจเท่ากับหมายแทรกเล็กๆ ...นั่งเรือหางแมงป่อง ล่องแม่ปิง... 

 

ล่อง“เรือหางแมงป่อง” ย้อนรอยแม่ปิง

 

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์  27 เมษายน 2552

 

เรือหางแมงป่อง ที่ออกแบบให้มีลักษณะเหมืองตัวแมงป่อง
       เรือรูปร่างหน้าตาแปลกๆ อย่าง “เรือหางแมงป่อง” อาจดูแปลกตาแปลกใหม่สำหรับลำน้ำปิงในปัจจุบัน แต่แท้จริงแล้วเรือหางแมงป่องเคยล่องอยู่ในลำน้ำปิงมานานนับร้อยปี ตั้งแต่ในยุคต้นเป็นเรือที่เจ้านายฝ่ายเหนือใช้ โดยเรือหางแมงป่องถูกใช้เป็นเรือพระที่นั่งในคราวเสด็จสู่พระนครเพื่อถวายตัวเป็นพระชายาในรัชกาลที่ 5 ของเจ้าดารารัศมี ซึ่งเป็นพระธิดาของเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าผู้ทรงนครเชียงใหม่องค์ที่ 7
       
       ครั้นในยุคปลายทำหน้าที่ขนส่งสินค้าจากเมืองเหนือล่องตามลำน้ำไปทางใต้ถึงเมืองกรุงเทพฯ เพราะเนื่องจากลำน้ำปิงเต็มไปด้วยเกาะแก่งและหาดทรายมากมาย เรือหางแมงป่องซึ่งทำจากไม้สักจึงทำให้กินน้ำตื้นและสามารถลอยในน้ำได้ดีกว่าเรือแบบอื่น นอกจากนั้นยังแข็งแรง เวลาที่ถูกเกาะแก่งเรือก็ไม่แตก จึงเป็นเพียงเรือชนิดเดียวเท่านั้นที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ในการล่องแม่น้ำปิง

หางเรือเป็นแฉก สัญลักษณ์แห่งเรือหางแมงป่อง
       “เรือหางแมงป่อง” จึงเป็นเหมือนภูมิปัญญาของชาวล้านนา โดยมีเรื่องเล่าถึงกำเนิดของเรือรูปร่างแปลกตาชนิดนี้ว่า ในอดีตชาวล้านนาปรุงอาหารที่อิงด้วยกะทิ จึงต้องมีมะพร้าวเป็นเครื่องปรุงสำคัญ เมื่อปอกมะพร้าวเสร็จก็โยนทิ้ง พอหน้าฝนเปลือกมะพร้าวก็ถูกฝนชะลงแม่น้ำ มีแมงป่องตัวหนึ่งเกาะเปลือกมะพร้าวชูหางอยู่ ทำให้กลายเป็นแรงบันดาลใจของสล่าผู้สร้างเรือ และได้ทำเรือที่มีหางเชิดขึ้นเหมือนแมงป่อง
       
       ในการออกแบบเรือของคนโบราณ ได้ใช้ไม้สักทั้งต้นที่มีขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4-8 เมตร ประมาณ 20 กว่าคนโอบมาขุดทำเป็นเรือหางแมงป่อง เนื่องจากไม้สักมีน้ำหนักเบา และคุณสมบัติพิเศษคือลอยน้ำได้ดีกว่าไม้ชนิดอื่นๆ อีกทั้งไม่บิดไม่งอ จึงเป็นที่นิยมในการทำเรือในยุคนั้น แม้กระทั่งเรือชนิดอื่นๆก็ทำจากไม้สักด้วย
       
       แต่เนื่องจากในยุคหลังไม้สักที่มีขนาดใหญ่หายากขึ้น และเรือหางแมงป่องเมื่อชำรุดแล้วไม่สามารถซ่อมแซมได้ บวกกับการพัฒนาทางด้านการคมนาคม มีการสร้างทางรถไฟถามถึงเชียงใหม่ ทำให้ภายหลังเหลือหางแมงป่องได้หมดความสำคัญและหายไปจากลำน้ำแม่ปิงมาหลายชั่วอายุคน

ระหว่างนั่งเรือ อ.สมัครจะบรรยายเรื่องราวต่างๆให้ฟังอย่างสนุกสนานไปตลอดทาง
       จนกระทั่งในปัจจุบัน เรือในตำนานก็ได้กลับฟื้นคืนชีวิตอีกครั้ง เมื่อปี 2544 ส่งศรี วงษ์เวช นักศึกษาปริญญาโท สาขาการท่องเที่ยวจัดการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้วิจัยเรื่อง รูปแบบการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมลุ่มแม่น้ำปิง เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เข้าถึงแม่น้ำปิง จึงคิดสร้างเรือที่รูปแบบที่ไม่เหมือนใคร ดังนั้นจึงเกิดจินตนาในการต่อเรือจากกะลามะพร้าวที่มีแมงป่องชูหางขึ้น และบังเอิญที่ไปคล้ายกับเรือหางแมงป่องในสมัยก่อน
       
       นศ.ส่งศรี ได้ร่วมมือกับ อ.สมัคร เหล่าสถิรวงศ์ ผู้ต่อเรือหางแมงป่องขึ้นมา ด้วยความตั้งใจที่จะอนุรักษ์เรือโบราณที่หายสาบสูญไปจากความทรงจำของชาวเชียงใหม่ไว้ให้ชนรุ่นหลังได้รู้จัก และร่วมกันอนุรักษ์ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษล้านนา รวมถึงอนุรักษ์สายน้ำปิงซึ่งถือเป็นแห่งต้นน้ำที่สำคัญแห่งหนึ่งของชาวไทยด้วย

เจดีย์กิ่ว สีขาวสะอาดตา
       เรือหางแมงป่องจึงได้ถูกต่อขึ้นมาด้วยความคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยใช้เครื่องยนต์เบนซินซึ่งมีมลภาวะต่อแม่น้ำน้อยมาก และเสียงเงียบไม่รบกวนชาวบ้านริมฝั่งแม่น้ำปิง หม้อน้ำที่ใช้ก็เป็นเหมือนรถยนต์ที่ไม่เป็นมลภาวะต่อแม่น้ำ ในเรือก็ไม่มีห้องน้ำจึงไม่มีการทิ้งการขับถ่ายลงแม่น้ำ
       
       ปัจจุบันเรือหางแมงป่องได้ถูกนำมาใช้เป็นเรือนำเที่ยวเชิงอนุรักษ์และประวัติศาสตร์ท่องล่องแม่น้ำปิง เริ่มต้นเส้นทางที่ “ท่าเรือวัดศรีโขง” ท่าเทียบเรือฝั่งตรงข้ามเทศบาลเชียงใหม่ โดยมี อ.สมัครเป็นวิทยากรผู้บรรยายและผูกเรื่องราวเมืองเชียงใหม่ในอดีตผ่านภาพถ่าย เปรียบเทียบกับเมืองเชียงใหม่ในวันนี้ผ่านสายตาของผู้มาเยือนเองด้วยความสนุกสนาน
       
       เมื่อเรือเริ่มเคลื่อนออกจากท่า จะแล่นล่องลงใต้ผ่าน“คุ้มเจดีย์กิ่ว” ซึ่งเคยเป็นคุ้มที่ประทับของพระชายาดารารัศมี เมื่อครั้งเสด็จนิวัตินครเชียงใหม่เป็นการถาวร เมื่อราว พ.ศ. 2457 ปัจจุบันเจดีย์แห่งนี้ทาสีขาวสว่างสดใสสะอาดตาผู้คนจึงมักเรียกว่า “เจดีย์ขาว” เรือแล่นลอดใต้สะพานปูน ซึ่งแต่เดิมเป็นสะพานไม้ เมื่อพังแล้วก็สร้างใหม่ด้วยไม้ไผ่ จนปัจจุบันเป็นสะพานปูนที่แข็งแรง

เจดีย์วัดเกตการาม
       จากนั้นแล่นผ่าน“เจดีย์ วัดเกตการาม” เป็นวัดที่มีชื่อฟ้องกับพระเกศแก้วจุฬามณีเจดีย์บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นพระธาตุประจำปีจอ ตามประวัติเล่าว่า สร้างโดยพญาสามฝั่งแกนเมื่อ พ.ศ.1971 แต่พระเจดีย์ได้พังทลายลงในปี พ.ศ.2121 พระสุทโธจึงรับสั่งให้สร้างขึ้นใหม่ให้เป็นเจดีย์ทรงลังกาแบบล้านนา

สะพานนวรัฐ สะพานใหม่ที่ทำด้วยเหล็ก
       ต่อมาเรือค่อยๆล่องลอดผ่าน “สะพานจันทร์สมอนุสรณ์” ซึ่งสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2507 เพื่อเป็นดังอนุสรณ์แห่งความรักแด่คุณจันทร์สม ภรรยาของคุณโมตีราม โกราน่า ชาวอินเดียที่ประกอบอาชีพค้าขายผ้าในเชียงใหม่ นอกจากสะพานแห่งนี้จะเป็นอนุสรณ์ระลึกถึงภรรยาแล้วยังเป็นมหากุศลที่ทำให้คนสองฝั่งแม่น้ำปิงได้ข้ามไปมาหาสู่กันอีกด้วย
       
       ถัดจากสะพานแห่งความรัก ก็ไปถึง “สะพานนวรัฐ” สะพานข้ามแม่น้ำปิงแห่งที่ 2 ของเมืองเชียงใหม่ แต่เดิมสร้างด้วยไม้เมื่อพังลงก็สร้างใหม่ด้วยเหล็ก ปัจจุบันสะพานนี้เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก และให้ชื่อว่า นวรัฐ เพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าหลวงเชียงใหม่องค์สุดท้าย

บ้านคณหบดีริมแม่ปิงที่พบเห็นระหว่างทาง
       ต่อมาเรือล่องผ่าน “บ้านคหบดีเก่า” เชื่อว่าบ้านหลังนี้เป็นบ้านของคหบดีชาวพม่าที่ทำการค้าขายไม้ มีอายุเก่าแก่ถึงราว 150 ปี ต่อจากนั้นเป็น “สถานกงสุลอังกฤษเก่า” เป็นอาคารอนุรักษ์ลักษณะเป็นอาคารทรงโคโลเนียลอายุหลายร้อยปี ปัจจุบันตัวอาคารกงสุลกลายเป็นห้องอาหารของโรงแรมเดอะเชดี
       

 

 
Harymoon Travel Magazine

เที่ยวไม่ง้อทัวร์ ตีตั๋วตะลุยล้านนา (1)

 
ตอน เรือหางแมงป่อง ล่องแม่น้ำปิง
 

 


วันนี้ฉันจะพาเพื่อนๆ ไปเที่ยวตะลุยแดนล้านนาค่ะ เป็นความเดิมต่อเนื่องจากนำสิ่งของและเงินไปบริจาคที่มูลนิธิบ้านดอกไม้ป่า ไหนๆ ก็ได้ออกจากบ้านแบบชอบธรรมแล้ว (เป็น ชอบ-ทำ มากกว่า) ฉันกับคุณน้องก็ตกลงใจกันว่า จะตะลุยในเมืองเชียงใหม่ให้หนำใจกันซะเลย ยิ่งเป็นช่วงฤดูหนาว (แต่จริงๆ ไม่หนาว) มีนักท่องเที่ยวมากมายแบกกระเป๋าขึ้นเหนือกัน ทำให้เราทั้งสองไม่เหงาแม้ไปกันเพียงสองต่อสองก็ตาม
 

เราตัดสินใจเที่ยวแบบไม่ง้อทัวร์ตามชื่อเรื่อง อันที่จริงทัวร์ไม่ง้อเรามากกว่าเพราะมีกันแค่ 2 คนเท่านั้นเค้าเลยไม่จัดโปรแกรมให้เพราะเกรงว่าฉันและเพื่อนจะทำกรุ๊ปอื่นเค้าแตกตื่น เราก็เลยหาข้อมูลและเที่ยวแบบ back pack กัน เป็นครั้งแรกในชีวิตจริงๆ แผนการครั้งนี้ของเราก็คือ.....ไม่มีแผน plan is no plan !

นั่งรถไฟกันตั้งแต่เย็นวันศุกร์ครึ่งหลับครึ่งตื่นกันไปตลอดทาง จนไปเช้าที่สถานีรถไฟเชียงใหม่
จากนั้น รถเช่าที่ติดต่อไว้ล่วงหน้าก็นำรถมาให้ตรงเวลาพอดิบพอดีที่ไปถึง เป็นรถ vios สีควันบุหรี่ เราก็ไม่รอช้าถามทางไปมูลนิธิดอกไม้ป่าพอเป็นพิธี แล้ว ตะบึงรถไปหาข้าวกินทันที !

อ้าว...นึกว่าจะไปมูลนิธิฯ เลย เปล่าค่ะ ก็แหม กองทัพต้องเดินด้วยท้อง ถ้าไม่รีบหาอะไรรองท้อง ท่าทางฉันต้องตกเป็นเหยื่อของคนไปด้วยเป็นแน่แท้ ปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า ฉันจึงจัดการหาร้านก๋วยเตี๋ยวข้างทางให้เธอหม่ำซะก่อน
หลังจากนั้นก็นำของไปบริจาค ตามที่ได้เล่าไปแล้วในครั้งก่อน

ไหนว่าจะมีเรือหางแมงป่องไง? ใจเย็นๆ ค่ะ กำลังจะเล่าอยู่เดี๋ยวนี้แล้ว........
หลังปฏิบัติภารกิจอันควร เลือกสถานที่ ที่ list ไว้คร่าวๆ จากหนังสือเที่ยวเชียงใหม่ เป็นอันว่าบ่ายวันนั้นเราจะไปล่องแม่น้ำปิง โดยเรือหางแมงป่องกัน ลั๊นลา มีความสุขจริง (โว้ย)

ด้วยวันที่เราไปเที่ยวเป็นวันศุกร์ตอนบ่ายสามโมง ชาวบ้าน (นักท่องเที่ยว) คนอื่นเค้าล่องกันไปหมดแล้วตั้งแต่ตอนเที่ยง ดังนั้น จึงมีเพียงฉันและคุณน้อง 2 คนเท่านั้นที่ตีตั๋วทริปบ่ายนี้ คุณลุงสมัครและภรรยา เจ้าของเรือ ก็ใจดีมากมาย บอกไม่เป็นไร สองคนก็ยินดีนำเที่ยว ต้องขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ด้วยค่ะ

ทันทีที่ออกเรือ คุณลุงสมัครก็ทำหน้าที่บรรยาย .......
สมัยก่อนเป็นเรือพาย ไม่มีเครื่องยนต์ตอนเรือออกจากท่า ต้องมีนายหัวเรือใช้เท้าถีบเพื่อเป็นแรงผลักให้เรือออกจากท่าโดยสะดวก และนี่คือที่มาของคำว่า "ถีบหัวส่ง"

จากนั้น คุณลุงก็บรรยายถึงเมืองเชียงใหม่ในสมัยก่อน โดยมีรูปภาพประกอบเป็นระยะๆ



แต่ละเรื่องราวที่บันทึกในความทรงจำของคุณลุง ฟังไม่เบื่อกันเลยทีเดียวค่ะ ทั้งเรื่องสะพานนวรัฐ วัดเกตุการาม เรื่องของโรงแรมเก่าแก่ในเมืองเชียงใหม่ โดยเฉพาะที่มาของเรือหางแมงป่อง ฯลฯ ล้วนกลั่นออกมาจากใจและความจงรักภักดีที่มีต่อแผ่นดินเกิดของคุณลุง


 
ลมเย็นตอนบ่ายแก่ ๆ กับอากาศที่กำลังดี ทำให้ฉันฟังเพลินและเริ่มหลงรักเมืองเชียงใหม่เข้าโดยไม่รู้ตัว

 

เปลยวนทำจากกระบอกไม้ไผ่ปล้องโต

น้ำพั้นซ์รสดีและข้าวเหนียวมะม่วง รับประทานระหว่างพักเหนื่อย


 

คุณลุงเล่าว่าช่วงปิดเทอม จะจัดกิจกรรมให้เด็กๆ จากเมืองกรุงมาเข้าค่ายที่บ้านดินแห่งนี้ เพื่อสอนให้เด็กๆ รู้จักใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย พอเพียง และอยู่กับธรรมชาติ รับเด็กตั้งแต่ 10 ขวบขึ้นไปค่ะ


 
นาข้าวจำลองเอาไว้สอนเด็กๆ

 

อะไรเอ่ย ?

ที่แท้คือมะเขือเทศการ์ตูนพันธุ์จากเมืองนอก เด็กๆ ที่มาเข้าค่ายนึกสนุกเอาปากกามาวาดหน้าตาให้มัน ดูน่ารักและตลกดี

 


หลังจากเยี่ยมชมบ้านดิน ก็เป็นเวลาที่ตะวันกำลังจะลับขอบฟ้าแล้ว เราทั้งหมดจึงขึ้นเรือหางแมงป่องกลับเข้าฝั่ง และปิดท้ายด้วยที่มาของคำว่า "เข้าท่า" !


 


อาทิตย์อัสดง ณ ริมน้ำแม่ปิง เป็นภาพที่งามจับใจฉันจริงๆ ค่ะ




ก่อนจะลากลับ คุณน้องและฉันได้ฝากกำลังใจให้กับมัคคุเทศน์ท้องถิ่น สองสามีภรรยาผู้มีความตั้งใจในการใช้ชีวิตแบบพอเพียง และพอดี ขอบคุณ สำหรับการล่องเรือกับช่วงเวลาที่แสนวิเศษนี้

หาก

 

 

วันนี้เพิ่งกลับจากไปเที่ยวเชียงใหม่มาคะ เลยเอาถาพบรรยากาศมากฝากเพื่อน ๆ คะ เราไปถึงประมาณ บ่ายสองโมงคะ ไปถึง ก้อไปนั่นเรื่อ หางแมงป่อง ชมวิวริมแม่น้ำปิงกันคะ

ทั้งวิวและบรรยากาศดีมาก ๆ ได้เห็นเชียงใหม่ในอีกมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แถมคุณลุงไกด์ใจดี ฉายา คุณลุงติงต๊อง ก้อนำภาพสมัยก่อนของสถานที่สำคัญแต่ละที่ของเชียงใหม่ที่พาเราไปดูมาให้ได้เปรียบเทียบกันด้วย คุณลุงอธิบายถึงที่มาของคำศัพท์ที่เราใช้พูดกันทุกวันนี้มากมายหลายคำเลยคะ อา ๆ ทั้งนั้น

 

หลังจากชมวิวแล้ว คุณลุงมาไปชมสวน ที่เห็นลอกคราบไว้ เป็นจั๊กจั่นคะ บอกตรงๆ ว่าเพิ่งเคยเห้นเป้นครั้งแรก แถมคุณลุงยังใจดี ให้ไม้แขวนเสื้อที่ทำจากไม้จริง ๆ ให้เรากลับบ้านด้วย

สิ่งอำนวยความสะดวก อย่างแกนกระดาษนี้ คุณลุงก้อทำเองนะคะ เวลาเราดึงกระดาษ ตามันจะกลิ้งตามไปด้วย 555 ชอบ ๆ อะ ส่วนเหลือง ๆ ที่เห็นนั่นเป็น มะเขือการ์ตูนคะ ทานไม่ได้นะคะ เด้ก ๆ เลยเอาปากกามาวาดเป้นรูปหน้าเอาไว้

 

ตบท้ายด้วยข้าวเหนียวมะม่วงและน้ำพั้นช์ คะ อร่อยดีคะ น้ำพั้นช์ก้อชื่นใจมากกกก ค่าบริการทั้งหมดนี้ คนละ 500 บาทคะ แต่เราว่ามันคุ้มมากเลย

จากล่องเรือ ก้อเย็นแล้ว เราอยากทานอาหารเหนือ คุณลุงเลยแนะนำร้านบ้านไร่ยามเย็นคะ อยู่ห่างจากรีสอร์ทคุณลุงไม่มากคะ

ไม่ผิดหวังเลยละ อร่อยมากกกกก อย่างตำมะเขือยาว ที่เราไม่เคยกินมาก่อน ยังแย่งกันกินจนไม่เหลือ

 

 


กลับหน้าหลัก
ฉบับที่ 451 วันเสาร์ที่ 12 มกราคม 2551


เก็บมาฝาก

เรือนี้ท่านได้แต่ใดมา

เรือหางแมงป่องลำแรก เกิดจากจินตนาการของช่างต่อเรือ ที่ได้แนวคิดมาจาก แมงป่องเกาะบนกะลามะพร้าว ธรรมชาติของแมงป่องนั้นจะต้องชูหางขึ้นฟ้า เพื่อปกป้องตัวเอง จึงเป็นต้นแบบในการสร้างเรือหางแมงป่องต่อมา

สมัยก่อนเมื่อยังไม่มีถนนเชื่อมกับอำเภอหรือจังหวัดต่างๆ และเมื่อยังไม่มีทางรถไฟไปถึงเชียงใหม่ เรือหางแมงป่องมีบทบาทอย่างมากในการคมนาคมทางน้ำ ติดต่อธุรกิจและค้าขายกับภาคกลางของประเทศ แม้แต่การติดต่อค้าขายกับเมืองเมาะละแหม่งในประเทศพม่า โดยพ่อค้าจะนำสินค้าบรรทุกเรือหางแมงป่องนี้ไปขึ้นที่เมืองระแหงหรือจังหวัดตากแล้วเดินทางบกขึ้นเขาลงห้วยไปยังแม่สอด ข้ามไปยังเมืองเมียวดี แล้วเดินทางบกไปจนถึงแม่น้ำสาละวิน ล่องเรือไปถึงเมืองเมาะละแหม่งของพม่า จากนั้นจึงนำสินค้าจากพม่าเดินทางกลับตามเส้นทางเดิมจนถึงเชียงใหม่

คนเมืองเหนือสมัยก่อน ไม่ว่า เชียงใหม่ แพร่ น่าน ลำปาง ได้อาศัยเรือหางแมงป่องนี้เอง สำหรับติดต่อกันทางแม่น้ำปิง วัง ยม น่าน ตลอดจนถึงภาคกลางของประเทศ ทั้งด้านการค้าขายธุรกิจและการสงครามที่มีมาก่อนเป็นเวลานานแล้ว และชี้ให้เห็นว่าการคมนาคมทางแม่น้ำเหล่านี้เป็นเส้นทางเดิมทัพในสมัยโบราณด้วย

จากหลักฐานที่มีการบันทึกเกี่ยวกับเรือหางแมงป่องครั้งแรกสุด คือ เมื่อครั้งที่พระราชชายา เจ้าดารารัศมี กราบบังคมลาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อเสด็จขึ้นมาเยี่ยมมาตุภูมิและพระประยูรญาติที่เชียงใหม่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานอนุญาต และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สนมกรมวังพระตำรวจ คุณเท้าเฒ่าแก่ จ่าโขลน ตามเสด็จทางรถไฟไปถึงสถานีปากน้ำโพ แล้วประทับเรือเก๋งประพาส มีเรือหางแมงป่องหรือเรือปะ เรือสีดอ และเรือซล่า กว่า 50 ลำ กระทั่งถึงเชียงใหม่ รวมเวลา 2 เดือน 9 วัน เรียกว่าต้องใช้เรือในขบวนเสด็จจำนวนไม่น้อยทีเดียว เมื่อเทียบกับเวลาเกิดสงครามในสมัยก่อน ซึ่งต้องใช้เรือจำนวนมากสำหรับลำเลียงไพร่พลมาทางแม่น้ำ

การเดินทางโดยเรือหางแมงป่องในสมัยก่อน จะต้องรอนแรมกลางทางเป็นเวลาหลายวัน หลายสัปดาห์ หรือเป็นแรมเดือน แล้วแต่จะเป็นขาขึ้นที่ต้องนำเรือทวนกระแสน้ำ หรือขาล่องแล้วแต่ฤดูกาล การที่เรือหางแมงป่องทำห้องโดยสารไว้ที่ท้ายเรือนั้นก็เพื่อการค้างแรมบนเรือระหว่างเดินทางไกล แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ส่วนมากคนเรือจะทราบถึงเส้นทางที่พวกตนจะนำเรือไปจอดพักค้างคืนข้างหน้าได้ดี จึงมักเลือกหยุดพักตามชายหาดริมแม่น้ำ เพราะอากาศเย็นสบายดี ถ้าไม่มีฝนก็สามารถก่อไฟหุงอาหารได้อย่างสะดวก หรือจะเลือกหาที่พักหลับนอนริมหาดได้ตามใจชอบ แต่กลางคืนต้องก่อไฟเอาไว้เพราะสมัยก่อนสัตว์ป่าที่ดุร้ายมีชุกชุมมาก ทั้งยังต้องคอยจัดเวรยามคอยป้องกันสัตว์ร้ายไว้ด้วย น้ำในแม่น้ำสายต่างๆ สมัยก่อนยังบริสุทธิ์มาก ชาวเรือมักจะขุดบ่อทราย ปล่อยให้น้ำไหลซึมมาขังอยู่ เมื่อปล่อยให้น้ำตกตะกอนสักครู่ก็ใช้ดื่มกินได้

ในการเดินเรือแต่ละครั้งของแต่ละภาคก็จะมีความเชื่อที่แตกต่างกันออกไป กฎอย่างหนึ่งที่ชาวเรือสมัยก่อนเคร่งครัดมาก เป็นเรื่องเกี่ยวกับโชคลาง เช่น ห้ามไม่ให้ 'คาดคอทาง' เป็นภาษาเมืองเหนือ เป็นศัพท์เฉพาะของชาวเรือ หมายถึง ห้า

หนังสือพิมพ์เชียงใหม่นิวส์ http://www.chiangmainews.co.th/page/?p=138925

 

กอดเมืองไทย......ให้หายเหนื่อย
ตอนที่๓. วันเสาร์ที่๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

 

 

โดย ทญ.อาภรณ์ ศรีพิพัฒน์

17 ธันวาคม 2553

 

          กิจกรรมที่สองของเช้าวันนี้ ได้แก่การไปนั่งเรือหางแมงป่องล่องแม่น้ำปิง ดูจากใบประกาศของที่นี่ แจ้งไว้ว่า ระวังเรือลอกเลียนแบบ เรือหางแมงป่องมีที่นี่ที่เดียวเท่านั้น  คณะเราไปลงเรือที่ท่าศรีโขง หน้าวัดศรีโขง ถนนเจริญราษฎร์  กิจกรรมล่องเรือนี้เข้าใจว่าจะมีลูกค้าชาวต่างชาติมากกว่าคนไทย เพราะไกด์ประจำเรือพูดอังกฤษได้คล่องแคล่วทั้งที่ออกตัวว่าเรียนจบแค่ชั้นประถม ไกด์ชื่อคุณสมัคร เหล่าสถิรวงศ์ เรือจะออกเป็นรอบตั้งแต่ ๙ โมงเช้าไปจนถึง ๕ โมงเย็น ใช้เวลาล่องเรือรอบละ ๑ ชม .๓๐นาที

ระหว่างล่องเรือไกด์จะชี้ชวนให้ดูทัศนียภาพของสถานที่ต่างๆที่เป็นประวัติศาสตร์เช่นคุ้มเจ้าแก้วนวรัฐ  สะพานข้ามแม่น้ำปิงในปัจุบันเมื่อเปรียบเทียบกับรูปในอดีต มีการอธิบายวิถีชีวิตของคนล้านนาโบราณ ภาษาโบราณต่างๆที่เราคุ้นเคยแต่ไม่รู้ที่มา เช่น ถีบหัวเรือส่ง คอยท่า ให้ท่า ไม่เข้าท่า อะไรๆที่เกี่ยวกับทางน้ำ ดูเหมือนว่าไกด์จะมีความรู้รอบตัวดีมาก เรือได้แล่นผ่านโรงแรมแห่งแรกของจังหวัดเชียงใหม่ชี่อโรงแรมศรีประกาศ สมัยโบราณเป็นโรงแรมที่มีร้านอาหารจีนอร่อย  ปัจจุบันโรงแรมเสื่อมความนิยมไป แต่ยังดำเนินธุรกิจอยู่ พวกฝรั่งแบ็คแพ้คเกอร์นิยมมาก ค่าพักคืนละ ๒๐๐บาท มีจองตลอดปี ห้องน้ำในห้องไม่มี ต้องใช้ห้องน้ำรวม คนไทยไม่กล้ามาพักเพราะกลัวผี

มารู้จักเรือหางแมงป่องกันหน่อยนะคะ  เรือหางแมงป่องเป็นเรือโบราณลักษณะคล้ายเรือประทุน มีท้ายยกงอนสูง ในอดีตใช้เป็นเรือขนส่งสินค้าเชื่อมเส้นทางกรุงเทพฯและเชียงใหม่ สิ้นสุดความนิยมลงเมื่อมีรถไฟวิ่งมาถึงเชียงใหม่ ท้องเรือหางแมงป่องขุดจากไม้สักทั้งต้นที่มีขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๔ -๘ เมตร ราว ๒๐ กว่าคนโอบ(คุณสมัครบอกว่าต้นสักน่าจะมีอายุระหว่าง ๘๐๐๐ -๑๐๐๐ ปี)   สามารถบรรทุกของหนัก ๕ -๗ ตัน ใช้ลูกถ่อ(เรือ ) ๑๗-๑๘ คน   สาเหตุที่ใช้ต้นสักขุดทำเรือเพราะในภาคเหนือต้นสักหาง่าย น้ำหนักเบา  คุณสมบัติพิเศษของไม้สักคือ ลอยน้ำได้ดีกว่าไม้อื่น ไม่บิดไม่งอ ท้องเรือขุดสามารถทนแรงกระแทกกับโขดหินได้ดีกว่าเรือต่อ เป็นเรือชนิดเดียวที่ล่องแม่ปิงได้เพราะแม่ปิงเต็มไปด้วยเกาะแก่งและหาดทรายมากมาย  ปัจจุบันไม่มีเรือหางแมงป่องดั้งเดิมเหลืออยู่แล้ วเพราะเรือขุด ถ้าท้องเรือทะลุซ่อมไม่ได้  เรือหางแมงป่องลำที่เรานั่ง เป็นเรือจำลองที่ต่อจากไม้และวัสดุอย่างอื่นผสมกัน

เรือพาเรามาขึ้นที่ท่าเรือหน้าบ้านดินเรือหางแมงป่อง ซึ่งเจ้าของคือคุณส่งศรี วงษ์เวช คนใกล้ตัวของไกด์เรือนั่นเอง  บ้านดินที่นี่ผนังภายนอกทำจากดินผสมขี้วัว ผนังด้านในเป็นไม้ไผ่ หลังคามุงด้วยใบจากเป็นกระท่อมเล็กๆหลายหลังเรียงรายกันไป  ใครที่สนใจจะมาพักเพื่อสัมผัสบรรยากาศธรรมชาติริมแแม่น้ำปิง   คิดว่าราคาคงจะไม่แพง  คุณส่งศรีเอาข้าวเหนียวมะม่วงมาแจกให้ชิมกัน คณะเราเลยฉลองศรัทธาเสียเกลี้ยง

 

 

 

ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2553 |    นั่งเรือหางแมงป่อง "ล่องแม่ปิง"

 

นั่งเรือหางแมงป่อง "ล่องแม่ปิง" (สมาคมสถาปนิกสยาม) - (มีภาพ) คลิกดูคลิป>>

ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 28 มีนาคมพ.ศ. 2553

 

          "ยนดีต้อนฮับสู่เรือหางแมงป่องล่องแมิ้ปิง ขอฮื่อมีความสุขแอ่วเวียงเจียงใหม่ฮื่อม่วนอ๊กม่วนใจ๋นักๆ นะเจ้า" เสียงเชื้อเชิญเปี่ยมด้วยมิตรไมตรีดังขึ้นเมื่อเราจอดรถที่ท่าเรือศรีโขง หน้าวัดศรีโขง เรารู้สึกว่าช่างเป็นเสียงที่ฟังแล้วอบอุ่นในจิตใจเหลือเกิน      
          ครั้นได้ยินเสียงเชื้อเชิญเช่นนี้ก็ไม่รอช้า เรารีบลงเรือลำหนึ่งที่คนเมืองเรียกกันว่า "เรือหางแมงป่อง" จะเป็นเรือหางยาวก็ไม่ใช่ จะเป็นเรือพายเล่นก็เกินกำลังของคนที่จะพายไหว รูปร่างคล้ายกับเรือกาบมะพร้าว ที่เด็กสมัยก่อนลอยน้ำเล่นกัน ซึ่งในอดีตเป็นพาหนะชนิดเดียวเท่านั้นที่ใช้ขึ้นล่องแม่น้ำปิง เรือหางแมงป่องที่สร้างขึ้นมาใหม่นี้นับเป็นการอนุรักษ์ให้คนรุ่นหลังได้รู้จัก และทำให้เรือหางแมงป่องกลายเป็นเอกลักษณ์ล้านนาไปอย่างน่าภาคภูมิใจยิ่งนัก    
          แม้เรือจะล่องกลางแดด  แต่ระหว่างทางผ่านชุมชนสองฟากฝั่งแม่น้ำ ลอดใต้สะพานนวรัตน์ ผ่านสถานที่ราชการสำนักงานป่าไม้ โรงแรมไปถึงโบสถ์คริสต์แห่งแรกของเชียงใหม่ และไม้ใหญ่อย่างต้นก้ามปูอายุนับร้อยๆ  ปี ที่แตกกิ่งก้านสาขาชวนให้นึกถึงบรรยากาศของเวียงเชียงใหม่ในอดีต ทำให้มีเรื่องราวของเมืองเชียงใหม่ตามมาจากเจ้าของเรือหางแมงป่อง "ลุงสมัคร เหล่าสถิรวงศ์" เล่าว่า สมัยก่อนเมืองเชียงใหม่มีชื่อว่า "นพบุรีศรีนครปิง" คำว่า "ปิง" เป็นภาษาลัวะ  แปลว่า เชี่ยวกรากหรือรุนแรง ภายหลังจึงเปลี่ยนเป็น"นพบุรีศรีนครพิง" คำว่า "พิง" แปลว่า อิงอาศัย เพราะมันให้ความหมายที่ดี    
          สำหรับเรือหางแมงป่องนี้ ลุงสมัครเล่าว่า ช่วยสร้างบ้านแปงเมืองให้ลำพูนและเชียงใหม่รุ่งเรือง ในยุคแรกเป็นเรือที่เจ้านายฝ่ายเหนือใช้ ต่อมายุคปลาย ทำหน้าที่ขนส่งสินค้าจากเมืองเหนือล่องตามลำน้ำถึงกรุงเทพฯ ใช้เวลาราว 6 เดือนเศษ และล่องทวนน้ำจากกรุงเทพฯ มาทางเหนือก็ประมาณ 7-8 เดือน ใช้ลูกถ่อเกือบ 20 คน การเดินทางลำบากและยาวนาน เพราะเต็มไปด้วยเกาะแก่งและหาดทรายมากมาย คำว่า "ขึ้นเหนือล่องใต้" ก็มีที่มาจากการเดินทางขึ้นล่องในแม่น้ำปิง    
          คำอีกมากมายที่ทุกคนต้องเคยได้ยิน  อย่าง "กันท่า" "ให้ท่า" "พลาดท่า" "เสียท่า" "ทอดสะพาน" "ถีบหัวส่ง" "หูทวนลม" หรือสุภาษิต "น้ำนิ่ง ไหลลึก" ก็เหมือนกันที่มีต้นกำเนิดจากเรือ ถ้าใครได้ยินลุงสมัครเล่าจะชอบใจ ยอมรับว่านี่คือเสน่ห์ของแมงป่องล่องปิง คือได้เรียนรู้ภาษา เรียนรู้วัฒนธรรมและชีวิตความเป็นอยู่ชาวล้านนาสมัยก่อน นับว่าชาวเชียงใหม่และคนล้านนาโชคดีที่มีปราชญ์อย่างลุงสมัครพากเพียรสร้างเรือหางแมงป่อง พร้อมสืบค้นที่มาของเมืองและเฟ้นหาภาพเก่าเล่าเรื่องมนต์แม่ปิง ซึ่งคนส่วนใหญ่มองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย ขากลับนั่งเรือทวนน้ำมีลมเย็นพัดชโลมกาย ดูโน่นดูนี่ไปเรื่อย พร้อมเก็บภาพความเป็นไปที่ปรากฏตรงหน้า    
          ปัจจุบันการล่องเรือหางแมงป่องกลายเป็นกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวมักไม่พลาด  ขึ้นเรือแล้วเราไปเที่ยวชมวัดรอบเวียงเชียงใหม่  ว่ากันตั้งแต่วัดพระสิงห์ วัดเชียงมั่น วัดดวงดี วัดอุโมงค์มหาเถรจันทร์  แวะสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์สามกษัตริย์ ก่อนจะไปเที่ยวชมหอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ สัมผัสแก่นแท้ของนครเชียงใหม่ ผ่านห้องนิทรรศการตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยุคสร้างบ้านแปงเมือง ล่วงเลยผ่านวันเวลาอันรุ่งเรืองและเสื่อมถอย เปลี่ยนแปลงจวบจนเป็นเมืองเชียงใหม่ในทุกวันนี้  ถ้าดูกันจริงๆ แล้ว ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง เพราะมีรายละเอียดที่น่าสนใจ ด้วยเวลาจำกัด ก็ดูแบบรีบๆ แต่ก็ได้ความรู้ไม่น้อย    
          มีโอกาสได้มาเชียงใหม่อยู่บ่อยครั้ง  คงเป็นบรรยากาศนี่แหละที่ทำให้เชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยวในใจของผู้คนได้ไม่ยาก มาเชียงใหม่ครั้งแรกมีโปรแกรมไปเที่ยวไม่กี่แห่ง แล้วก็ขึ้นไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพ แค่นั้นก็ยังไม่วายติดใจกับบรรยากาศเข้าให้อย่างจัง ประทับใจสุดตอนฝ่าม่านหมอกท่ามกลางอากาศหนาวเย็นไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพสีทองอร่าม ความรู้สึกยังจำได้ดีจนถึงตอนนี้      
          ชอบตรงที่เมืองเชียงใหม่มีวัดเก่าแก่  สวยๆ ด้วยสถาปัตยกรรมล้านนาที่โดดเด่น ศิลปกรรมตามวัดวาอาราม ดูแล้วให้อารมณ์แบบเหนือๆ ที่น่าหลงใหลยิ่งนัก มาทริปนี้ยังได้เข้าไปดูวัดต้นเกว๋นหรือวัดอินทราวาสอีกด้วย นับเป็นความโชคดีที่ได้สัมผัสวัดเก่าแก่ที่สำคัญและสวยงาม ด้วยศิลปะและสถาปัตยกรรมล้านนาของวัดนี้ได้รับการดูแลรักษาไว้เป็นอย่างดี จนได้รับการยกย่องเป็น "อาคารอนุรักษ์ยอดเยี่ยม" ประจำปี พ.ศ.2531 จากสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์      
          อีกเสน่ห์ของนครเชียงใหม่ คือ งานทำมือ ที่มีชีวิตชีวา เราเดินทางไปบ้านศรีปันครัว หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้ มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือนอยู่เสมอ เพราะคนบ้านนี้ทำเครื่องเขิน ภาชนะที่คุ้นชินกับวิถีชีวิตคนเมืองมาช้านาน เห็นกันอยู่บ่อยๆ ในงานบุญ งานประเพณีต่างๆ แถมยังเป็นสินค้าพื้นเมืองที่ขึ้นหน้าขึ้นตาของเชียงใหม่ ชมคนบ้านศรีปันครัวขดไม้ไผ่ ลงรัก แต่งด้วยสีทองและเขียนลวดลายสวยงาม เป็นงานหัตถศิลป์ที่สร้างรายได้ให้ชุมชน อีกแหล่งหัตถกรรมใกล้ๆ ที่ไปเยือนได้ไม่ยาก คือ บ้านเมืองสาตร ที่นี่มีสีสันการทำโคมตามแบบล้านนาดั้งเดิม นอกจากได้ศึกษาขั้นตอนการผลิตแล้ว ยังมีสินค้าเป็นโคมลอย โคมแขวน โคมหลายรูปแบบให้เลือกซื้อ    
          แม้มาคราวนี้จะตระเวนดูวัดวาอารามไม่ครบ  แต่ได้เที่ยววัดสวยเมืองเชียงใหม่หลายวัดก็น่าพอใจแล้ว แต่ละที่มีความงดงามและทำให้เราได้ตื่นตากับความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมของแผ่นดินล้านนายิ่งนัก.

          บรรยายใต้ภาพ
          ความงดงามของสถาปัตยกรรมล้านนาที่วัดพระสิงห์ วัดเก่าแก่ของเวียงเชียงใหม่
          เรือหางแมงป่องล่องน้ำปิง อีกสีสันการท่อง

 

ล่องเรือหางแมงป่อง ท่องแม่น้ำปิง เชียงใหม่

By konhuleg on พฤ, 12/13/2012 - 16:15 in

Tags 

นั่งเรือเชียงใหม่, เรือหางแมงป่องล่องแม่ปิง, เรือหางแมงป่อง, เรือหางแมงป่อง เชียงใหม่, เที่ยวเรือหางแมงป่อง, เรือหางแมงป่องแม่น้ำปิง, แม่น้ำปิง

 

วันนี้ขอเปลี่ยนบรรยากาศจากปกติพาเที่ยวกันบนบกมาเที่ยวกันทางน้ำแบบสบายๆกันบ้าง

 ทริปที่ว่าคือการล่องเรือหางแมงป่องชมวิวสองฝั่งแม่น้ำปิง และสัมผัสเรื่องราวของเชียงใหม่ในอดีตตลอดสองฝากฝั่ง

 ฮั่นแน่! รู้นะครับว่ากำลังสงสัยใช่มั้ยล่ะว่า เรือหางแมงป่องมันคือเรืออะไร หน้าตาเป็นยังไง เพื่อความสนุกให้เวลาคิดและหาคำตอบ 5 วินาที

 1...2...3.....4.....5   หมดเวลา!

 ขอเฉลยล่ะกันว่าที่มันชื่อ เรือหางแมงป่องเพราะ สล่าทำเรือในสมัยก่อน บังเอิญไปเจอกาบมะพร้าวลอยในน้ำ มีพวก มด หนอน แมลง และ แมงป่องอาศัยอยู่ แล้วแมงป่องชี้หางไปบนฟ้า สล่าเลยเกิดจินตนาการอันล้ำลึก และมองว่ามันมีโครงสร้างเหมือนเรือ จึงได้นำไอเดียนี้มาสร้าง พลางเอาชื่อแมงป่องมาแปะให้ดูเป็นเอกลักษณ์

 เรือหางแมงป่องเป็นเรือประจำจังหวัดเชียงใหม่ครับ ไม้ที่ใช้ทำเป็นไม้สัก  ซึ่งมีน้ำหนักเบา และสามารถลอยน้ำได้ดีกว่าไม้ชนิดอื่นๆ ไม่บิดไม่งอ แถมอายุการใช้งานก็ร่วมๆ 80 ปีเลยทีเดียว ว้าวววว
แต่ปัจจุบันอย่างที่แซบกันล่ะครับว่าไม้สักมันถูกตัดทำลายไปเยอะ บวกกับการคมนาคมเจริญรุดหน้า เรือหางแมงป่องเลยค่อยๆหายสาบสูญไปจากลุ่มแม่น้ำปิง
    กลับมาที่เรื่องล่องเรือ ผมพร้อมคณะสื่อมวลชนและ ททท.เชียงใหม่ พากันสับตีนมาปรากฎตัวอยู่บนเรือในรอบสุดท้ายของเที่ยวเรือหางแมงป่องตอนห้าโมงเย็นกว่าๆ โดยเที่ยวเรือที่นี้จะมีกันอยู่ 5 รอบ สตาร์ทรอบแรกที่ 9.00 ก่อนจะไล่เรียงมาเป็น 11.00, 13.00, 15.00 และ 17.00 น.

 ส่วนจุดล่องเรือจะเริ่มตรงที่ท่าเรือหางแมงป่องตรงแถววัดศรีโขง ก่อนจะค่อยๆผ่านสะพานนครพิงค์ ขัวแตะ สะพานนวรัฐ ขัวเหล็ก จบที่ฝายพญาคำ แล้ววกกลับมาเส้นทางเดิม
   ในเรือจะประกอบไปด้วยลูกเรือคือนักท่องเที่ยว ไกด์สองคน ในเวอร์ชั่นไทย อังกฤษ  บวกกับนายเรืออีกคน ที่พร้อมจะพาทุกคนไปสนุกสัมผัสบรรยากาศสองฝากฝั่งแม่น้ำ

 ไกด์เวอร์ชั่นไทยจะเป็นคุณลุงอารมณ์ดี มีเจ๊อีกคนมาในเวอร์ชั่นอังกฤษคอยดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลงเรือมาพร้อมคณะผม หากเหลือบมองสภาพเรือที่จริงๆแล้ว ก็ไม่มีอะไรพิเศษใส่ไข่มาก สองฝากฝั่งน้ำก็ไม่ค่อยน่าสนใจ ยิ่งแล้วใหญ่กับคนอย่างผมที่บ้านติดแม่น้ำแล้ว ก็คิดว่าทัวร์นี้เขาจะนำเสนออะไรให้มันน่าตื่นเต้น และต้องขอปรบมือให้กับคุณลุงที่เป็นไกด์ในความยอดเยี่ยมในการนำเสนอข้อมูลระหว่างล่องเรือ จากที่ไม่น่าจะมีอะไร ให้มันดูมีอะไรสนุก ลีลาการพูดใส่ข้อมูลสลับความกวน มีลูกล่อลูกชน จังหวะจะโคน เวลาการปล่อยมุกแต่ละดอก แกทำออกมาได้ดี พูดเสร็จแต่ละครั้งแกสามารถเรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้กับลูกทัวร์ได้ตลอดทาง การบรรยายของแกก็จะเล่าสถานที่ต่างๆริมสองฝั่งแม่น้ำ เล่าถึงที่มาของคำต่างๆเกี่ยวกับเรือ มีการใส่มุก อย่างเวลาจะจอดเรือแกก็จะบอกกว่า พอเรือนิ่งแล้วคุณผู้หญิงค่อยๆลงนะครับ เพราะผมทอดสะพานให้แล้ว ฮ่าๆๆ (กล้าเล่นมากครับลุง)
    เรือหางแมงป่องใช้เวลาล่องกันประมาณชั่วโมงครึ่ง หลังจากวกกลับเส้นทางเดินเรือเดิม ก็มาแวะกินข้าวเหนียวมะม่วง และน้ำลิ้นจี่ที่ทางทัวร์จัดให้ ตรงบ้านดินเรือหางแมงป่อง แถวๆวัดฟ้าฮ่าม
    เรือเทียบท่าเสร็จ ทางคณะก็พากันนั่งโซ้ยข้าวเหนียวมะม่วงที่คนทำลืมราดน้ำกะทิให้ พลางนั่งฟังคุณลุงไกด์อารมณ์ดีบรรยายถึงข้าวของเครื่องมือหาปลาในสมัยก่อน ใช้เวลานั่งฟังทานกันไม่นานก็เป็นอันสิ้นสุดทัวร์การล่องเรือชมแม่น้ำปิงอย่างสมบูรณ์ ได้ความรู้ ความสนุก มุกตลก เฮฮากันไป
   ที่สำคัญที่ได้มากกว่านั้นคือความสบายใจ  ความเงียบสงบ เวลานั่งเรือเหมือนกับว่าเราได้มาหลบพักหายใจหายคอ กับโลกภายนอกที่วุ่นวายดูยุ่งเหยิงมากขึ้นทุกวัน

 

เสื้อชูชีพจัดเต็มครับเพื่อความปลอดภัยของลูกเรือ

  

หมอนี้มาซ้อมพายเรือแข่งเพื่อออกศึกในกีฬาแห่งชาติที่เชียงใหม่ 

 

อันนี้มาแบบเป็นทีม ที่สงสัยผู้ญิงคนนั้นไปนั่งครงหัวเรือทำไม?

ก่อนถึงขัวเหล็กครับ

มุมจากฝายพญาคำมองไปขัวเหล็ก
 

สะพานนวรัฐช่วงหัวค่ำ
 

ข้าวเหนียวมะม่วงที่ลืมราดกะทิ แถมมีอะไรก็ไม่รู้ขังแก้วน้ำลิ้นจี่ไว้เพื่อ?

 

ล่องเรือหางแมงป่อง ท่องแม่น้ำปิง เชียงใหม่

แท็บหลัก

By konhuleg on พฤ, 12/13/2012 - 16:15 in

Tags 

นั่งเรือเชียงใหม่, เรือหางแมงป่องล่องแม่ปิง, เรือหางแมงป่อง, เรือหางแมงป่อง เชียงใหม่, เที่ยวเรือหางแมงป่อง, เรือหางแมงป่องแม่น้ำปิง, แม่น้ำปิง